สปีช อย่างโปร
07/03/2020
ไขข้อข้องใจ Startup คืออะไร?
23/04/2020

ลดมหันตภัยโลกร้อนกับความจริงที่ไม่มีใครพูดถึง: ปิด WIFI เมื่อไม่ใช้

พี่อิ๊นท์มาชวนให้ร่วมกันลดภาวะโลกร้อน
“ลด” การใช้อินเทอร์เน็ต
“ลบ” ดิจิทัลดาต้าที่ไร้ประโยชน์
“ลด” การใช้พลาสติก และกระแสไฟฟ้า
“เพิ่ม” ชีวิตกรีนไลฟ์ ปลูกต้นไม้ ปลูกป่า

WIFI “wireless fidelity” เป็นคำที่หลายคนได้ยินได้ใช้จนติดหูติดปาก หลังจากที่การใช้อินเตอร์เน็ตแพร่หลาย และ สิ่งที่เรียกว่า Modem ไม่สามารถตอบสนองความต้องการของผู้ใช้อินเตอร์เน็ตโดยเฉพาะในเรื่องของความเร็ว ไม่อยากจะบอกเลยว่าพี่อิ๊นท์ใช้ตอนนั้นความเร็วอยู่ที่ประมาณ 56,000 bps (bit per sec)   ในปัจจุบันที่มีการส่งภาพหรือวีดิโอมีขนาดเป็นหลาย Mbps คงจะต้องรอกันนาน ความต้องการความสะดวกสบายที่ไม่ต้องต่อสายมากมาย รวมทั้งการใช้อินเตอร์เน็ตในที่สาธารณะ ทำให้เกิดสิ่งที่เรียกว่า Access point เพื่อใช้กับอินเตอร์เน็ตระบบไร้สาย หรือ ที่เรารู้จักกันว่า WIFI นั่นเอง

ทางฝั่งผู้ใช้เองอาจจะมีฟังค์ชั่น WIFI ในสมาร์ทโฟน และถ้ามีการใช้หลายๆเครื่องในบริเวณเดียวกันก็จะเกิดเป็นเครือข่ายที่เรียกว่า WLAN (Wireless Local Area Network)

ตัวส่งสัญญาณ WIFI หรือ Access point ที่อยู่ตามบ้านหรือร้านกาแฟ แรกเริ่มทำงานอยู่ในย่านความถี่ 2.4 GHz หรือ Free band ซึ่งไม้ต้องใช้ใบอนุญาตของคลื่นการสื่อสาร ซึ่งเป็นย่านความถี่เดียวกับเตาไมโครเวฟ!

คำว่า “ฟรี” มันก็ต้องมีเบื้องหลัง เพราะย่านความถี่นี้เป็นย่านความถี่ที่สามารถถูกดูดซับพลังงานคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า โดยเฉพาะจากโมเลกุลของน้ำได้สูงสุด มันก็เลยทำให้การนำมาใช้กับอุปกรณ์สื่อสารที่ต้องการระยะทางที่ไกลไม่เป็นที่นิยม เพราะพลังงานจะสูญเสียไปกับสิ่งแวดล้อมมาก แต่ก็เป็นที่นิยมในการทำเตาไมโครเวฟ เพราะพลังงานถูกถ่ายเทไปให้อาหารมากที่สุดและเนื่องจากการเป็น Free band ทำให้จำนวนของอุปกรณ์มีจำนวนมาก ต่อมาได้มีย่านความถี่อีกย่านหนึ่งคือ 5GHz เพื่อรองรับข้อมูลที่เร็วกว่าแต่อย่างไรก็ตามระยะครอบคลุมของ 2.4 GHz จะไกลกว่า

ตามหลักวิทยาศาสตร์พลังงานความร้อนย่อมขึ้นอยู่กับจำนวนพลังงานที่ปล่อยออกมาอยู่เสมอ ดังนั้นอุปกรณ์ที่ถูกผลิตขึ้นมาจึงต้องมีมาตรฐานควบคุมคุณภาพซึ่งสำหรับระบบ WIFI เองจะใช้มาตรฐานที่เรียกว่า “IEEE’s 802.11 wireless standards” และสำหรับความถี่ย่าน 2.4 GHz ที่ใช้กัน ก็จะใช้มาตรฐาน 802.11b และสำหรับ Dual band 2.4 GHz/5 GHz ก็จะใช้ 802.11n (MIMO)

ตามกฎหมายในแต่ละประเทศ ขนาดของกำลังส่งจะไม่เท่ากันซึ่งจะอยู่ที่ประมาณ 100-200 mWatt สำหรับประเทศไทยเราอยู่ที่ 100 mWatts แต่นี่เป็นพลังงานที่ส่งไปได้ในอากาศ แต่พลังงานไฟฟ้าที่ใช้จริงๆอยู่ประมาณ 5-10 Watts ต่อเครื่อง

เบื้องหลังการใช้ WIFI มีอะไรอยู่บ้าง?
สัญญาณอินเตอร์เน็ตก็จะถูกส่งผ่าน ระบบ Cable Modem หรือ Fiber Optic ไปยังสถานนีแม่ Server ไปจนถึง Data center ในที่สุด ซึ่งเส้นทางต่างๆเหล่านนี้แม้จะถูกส่งรวมไปกับข้อมูลของผู้ใช้คนอื่นในเครือข่ายมันก็ต้องล้วนใช้ไฟฟ้าทั้งสิ้นและไม่ใช่น้อยๆ จากข้อมูล ทาง KBO Earth Data center ในสหรัฐอเมริกาใช้ไฟฟ้ามากกว่า 90 ล้านล้าน กิโลวัตต์ ชั่วโมง( Billion Kwatts-Hour) ต่อปี หรือ เท่ากับโรงไฟฟ้าถ่านหินขนาดยักษ์ (500 Mwatts) จำนวน 34 โรง และถ้ารวมการใช้ไฟฟ้าสำหรับ Data center ทั้งโลกก็จะอยู่ที่ 416 terawatts (4.16 x 1014 watts) หรือประมาณ 3%ของการใช้พลังงานของโลก และมีอัตราการเติบโตเป็นสองเท่าทุกๆ4ปี (ธันวาคม 2017)

ถ้าเราปิดWIFI เมื่อไม่ใช้ล่ะ?
เป็นที่แน่นอนว่าพลังงานไฟฟ้าและพลังคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่มาจาก เครื่อง WIFI มือถือ server data center ก็จะลดลง ดังนั้นเราลดทั้งก๊าซเรือนกระจก ทั้งพลังงานความร้อนที่มาจากระบบรวมทั้งพลังงานความร้อนที่มาจากคลื่นไมโครเวฟ

“ปิดเครื่องเถอะครับถ้าไม่ได้ใช้ การลดโลกร้อนอยู่ในการกระทำของคุณ”

ขอบคุณข้อมูลจาก KBO Earth รอ.พิทักษ์ ตีรณกุล