Securing Growth..What’s Next for Thai Startups? ตอน 6
28/06/2019
อะไรๆ ก็ data (EP.1/2)
10/07/2019

ทำไมเรื่องแย่ๆจึงจำแม่นกันจัง

รู้ตัวไหมคะว่าบ่อยครั้งที่ความสุขของเรามักจะถูกคนเพียงไม่กี่คน หรือเหตุการณ์เพียงไม่กี่เหตุการณ์ทำให้มันแย่ลงไปได้ ทำไมคนเราส่วนใหญ่ถึงมองข้ามสิ่งดีๆหรือคนที่ดีๆ แล้วไปให้น้ำหนักกับสิ่งที่ไม่ดี หรือคนที่ไม่ดีในชีวิตของเรามากจนเกินไปจนทำให้เราไม่มีความสุข สุขภาพจิตเราก็แย่ ถ้าจะให้อธิบายทางด้านจิตวิทยาและเศรษฐศาสตร์นั้น สาเหตุหลักๆที่คนเรามักจะมีพฤติกรรมเช่นนี้ก็เป็นเพราะว่า

Marginal utility of good vs. marginal utility of bad

คล้ายๆกันกับความสุขที่เราได้มาจากการกินของอร่อยๆคำแรกจะมีค่าไม่เท่ากันกับความสุขที่เราได้มาจากการกินของอร่อยๆหลังจากการกินไปแล้วหลายสิบคำ การที่เรามีคนที่ดีๆรอบข้างเราเยอะทุกวัน มูลค่าของความสุขที่เราได้มาจากการ “บริโภค” สิ่งที่ดีๆหรือคนที่ดีๆเพิ่มอีกหน่วยหนึ่งก็จะลดน้อยลงไปตามปริมาณที่เรามี (ซึ่งก็คือ concept ของ diminishing marginal utility นั่นเอง) ส่วนสิ่งที่ไม่ดี หรือคนที่ไม่ดีที่มีไม่ค่อยเยอะในชีวิตของเรา อรรถประโยชน์ในเชิงลบจากการ “บริโภค” สิ่งที่ไม่ดีหรือคนที่ไม่ดีเหล่านี้จากปริมาณที่มีน้อยอยู่แล้ว ก็จะมีผลลัพธ์ที่ค่อนข้างสูงกับความสุขของเรา

แต่ concept ของ marginal utility นี้ ไม่พอที่จะอธิบายให้เราเข้าใจได้ว่าทำไมคนเราถึงให้น้ำหนักกับสิ่งที่ไม่ดีในชีวิต และคนที่ไม่ดีในชีวิตที่มีจำนวนน้อยๆเหล่านี้มากถึงขนาดนี้ จึงเป็นส่วนที่ทฤษฎีของจิตวิทยาเข้ามาหาคำตอบ

ทฤษฎีแรกเลยก็คือ loss aversion

คนเราเกลียดการเสียมากกว่าการชอบการได้ เพราะฉะนั้นอะไรก็ตามที่มีผลทางด้านลบกับเรา เรามักจะให้น้ำหนักกับสิ่งนั้นๆมากกว่าน้ำหนักที่เราให้กับสิ่งหรือคนดีๆในชีวิตของเราถึงสองเท่าด้วยกัน

ทฤษฎีที่สองก็คือ impact bias 

เพราะเหตุการณ์ไม่ดีๆในชีวิตของเรามักจะเกิดขึ้นไม่บ่อยครั้งนัก มันจึงค่อนข้างจะโดดเด่นเมื่อเทียบกันกับเหตุการณ์ที่ดีๆที่เกิดขึ้นบ่อยๆในชีวิตของเรา คล้ายๆกันกับการที่คนเราส่วนใหญ่ ที่มีอายุมากกว่า 30 ปีขึ้นไป มักจะจำได้แม่นเลยว่าวันที่ 11 เดือนกันยายน ปีค.ศ. 2001 เขาอยู่ที่ไหนและกำลังทำอะไรอยู่ แต่พวกเขาจะจำไม่ได้ว่าวันที่ 11 เดือนสิงหาคม ปีเดียวกันเขาอยู่ที่ไหน และทำอะไร ด้วยเหตุผลที่ว่าสิ่งที่ไม่ดีที่เกิดขึ้นในชีวิตของเราเกิดขึ้นไม่บ่อยนัก โอกาสที่เราจะคิดถึงมัน หรือเห็นภาพของมันอย่างชัดเจนในหัวของเราก็จะเยอะกว่าเหตุการณ์ดีๆและคนที่ดีๆในชีวิตของเราเยอะ ยิ่งไปกว่านั้น ด้วยเหตุผลที่ว่าในชีวิตของคนเราส่วนใหญ่ เรามีสิ่งที่ดีๆเกิดขึ้นเยอะกว่าสิ่งที่ไม่ดี ความคาดหวังของคนเรากับการเกิดขึ้นของสิ่งดีๆก็จะมีสูงกว่าความคาดหวังที่เรามีต่อการเกิดขึ้นของสิ่งที่ไม่ดีเยอะ ซึ่งก็ทำให้เราผิดหวังมากกับสิ่งที่ไม่ดีที่เกิดขึ้นในชีวิตของเราได้

แล้วเราควรจะทำยังไงเพื่อที่จะลดการให้น้ำหนักกับสื่งที่ไม่ดีกับเราและผลกระทบต่อสุขภาพจิตของเราได้???

คำตอบคือ….การทำ gratitude exercise

ซึ่งก็คือการเขียน หรือ list สิ่งที่ดีๆและคนที่ดีๆที่เรามีในชีวิตของเราลงบนกระดาษ การเขียนนี้สามารถทำให้เราเห็นได้อย่างชัดเจน แทนการนับจำนวนของสิ่งที่ดีๆและคนที่ดีๆเองในหัวซึ่งอาจจะทำให้เกิดการคลาดเคลื่อนได้ ว่าเราควรจะรู้สึก thankful ในสิ่งที่ดีๆ และคนที่ดีๆในชีวิตที่มีจำนวนมากกว่ารู้สึกแย่กับสิ่งที่ไม่ดีและคนที่ไม่ดีในชีวิตของเรา

อีกคำตอบก็คือ….การเปลี่ยน mindset ใหม่

โดยการบอกกับตัวเองว่า สิ่งที่เกิดขึ้น เกิดขึ้นเพราะเรากล้าพอที่จะทำให้มันเกิด ถ้าเหตุการณ์ไม่ดีที่เกิดขึ้นมาจากการที่เรากล้าทำในสิ่งที่ไม่เป็นที่นิยมหรือยอมรับ หรือการที่เรายอมเป็นตัวของตัวเอง (authentic self) เราก็ควรจะภูมิใจในความกล้าที่จะเป็นเรามากกว่าการยอมทำหรือยอมเป็นในสิ่งที่ไม่ใช่เรา ถึงแม้ว่าผลจะออกมาไม่ดี และอาจจะทำให้คนโกรธหรือเกลียดเราก็ตาม

และคำแนะนำสุดท้ายที่มีในวันนี้ก่อนที่จะจบการแบ่งปันข้อมูลความรู้ดีๆ นี้ก็คือ ลองมองสิ่งที่ไม่ดีที่เกิดขึ้น และคนที่ไม่ดีที่เข้ามาในชีวิตด้วยมุมมองที่ดีประสบการณ์ที่ไม่ดีที่เราเจอในชีวิตอาจส่งผลที่ดีๆให้กับเราในอนาคตโดยที่เราไม่เคยคาดคิดมาก่อนก็ได้ อย่างน้อยคุณก็ได้เรียนรู้เป็นบทเรียน  เป็นประสบการณ์ อย่างน้อยตอนนี้และอนาคตข้างหน้า คุณก็จะพัฒนาตนเองให้มีความสุขสุขภาพจิตดีขึ้นกว่าเดิม

ขอให้ใส่ใจดูแลสุขภาพจิตของตัวเองให้มากๆ นะคะ จะได้มีความสุขกันเยอะๆ

ขอบคุณข้อมูลจาก thaipublica.org https://www.terrabkk.com/news/195875

ส่วนงานบริหารจัดการสารสนเทศ

สถาบันบริหารจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรม