อะไรๆ ก็ data (EP.1/2)
10/07/2019
อะไรๆ ก็ data (EP.2/2)
15/07/2019

กัญชาที่รู้ ชัวร์หรือมั่ว!

 

พี่อิ๊นท์ติดตามข่าวเรื่องกัญชามาพักใหญ่ ได้คุยกับหลายๆ ท่านจึงทราบว่าหลายๆ คนมีความเข้าใจเรื่องกัญชาจากข้อมูลที่เผยแพร่มาจากแหล่งๆ ต่างๆ หลากหลาย  พี่อิ๊นท์หล่ะห่วงจริงๆ วันนี้เลยเอาข้อมูลจากแพทยสภามาแชร์ให้ทุกๆ ท่านได้รู้กัน  จะได้รู้กันว่าข้อมูลที่ฟังๆ กันมานั้น ข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร

ความเชื่อที่ว่า กัญชารักษาโรคมะเร็งให้หายขาดได้ นั้นจริงหรือ? ข้อเท็จจริงคือ กัญชาเพียงแต่ช่วยให้อาการดีขึ้น เช่น ทานอาหารได้มากขึ้น คลื่นไส้ อาเจียนลดลง หลับพักผ่อนได้ดีขึ้น คุณภาพชีวิตดีขึ้น

กัญชาหาได้ง่าย ๆ และมีความปลอดภัยสูงจริงหรือ? ความจริง คือ กัญชาเป็นพืชที่ดูดซับโลหะหนัก ยาฆ่าแมลง และสารพิษจากดินได้ดี การใช้ผลิตภัณฑ์จากกัญชาโดยไม่รู้แหล่งผลิตที่ชัดเจนและไม่ผ่านการรับรอง จึงเป็นอันตรายมาก

กัญชาเป็นยาครอบจักรวาล “ของดี ราคาถูก” ทิ้งการแพทย์แผนปัจจุบันไปแล้วหันหน้าไปหากัญชาดีกว่ามั้ย เราขอตอบว่า กัญชาคือสารเคมีเหมือนยาแผนปัจจุบัน มีทั้งคุณและโทษ ฤทธิ์ส่วนใหญ คือ ทุเลาอาการ ไม่ได้ทําให้หายจากโรค ใช้เมื่อมีขอบงชี้“เท่านั้น” และใช้ให้ถูกวิธี

ในที่ประชุมกรรมการแพทยสภา 11 กค. 62 แพทยสภามีมติ ให้เผยแพร่ข้อเท็จจริงเบื้องต้นเกี่ยวกับกัญชาทางการแพทย์สู่สาธารณชน ฉบับที่ 1 จำนวน 19 หน้าดังนี้ https://tmc.or.th/pdf/fact/Info_cannabis_final_tmc.pdf

Marijuana should be legal or illegal?

กัญชาควรที่จะถูกกฏหมายหรือผิดกฏหมาย?

เป็นที่ทราบกันดีว่ากัญชาเป็นพืชที่เกิดและสามารถเติบโตได้ดีในทุกๆพื้นที่ของโลก ดังนั้นแล้วกัญชาจึงอยู่คู่กับสังคมของมนุษย์ในทุกๆประเทศ เมื่อกัญชาอยู่ได้ในทุกๆสังคม กัญชา เป็นพืชล้มลุกจำพวกหญ้าขึ้นได้ง่ายในเขตร้อน ลำต้นสูงประมาณ 2-4 ฟุต ลักษณะใบจะแยกออกเป็นแฉกประมาณ 5-8 แฉก คล้ายใบมันสำปะหลัง ที่ขอบใบทุกใบจะมีรอยหยักอยู่เป็นระยะๆ ออกดอกเป็นช่อเล็กๆ ตามง่ามของกิ่งและก้าน เราสามารถนำกัญชามาเตรียมเป็นผลิตภัณฑ์ได้หลายชนิด มีชื่อเรียกต่างๆ กันมากมายแต่ในที่นี้ขอกล่าวถึงเฉพาะผลิตภัณฑ์ที่มีชื่อว่า มาริฮัวนา (Marijuana, Marihuana) ซึ่งถือว่าเป็นผลิตภัณฑ์ที่ได้มาจากการเตรียมที่ง่ายที่สุด นั่นคือนำกะหรี่กัญชา (ต้นเพศเมียที่กำลังออกดอกเรียก กะหรี่กัญชา เมื่อตากให้แห้งแล้วนิยมนำมาใช้สูบ ) มาผึ่งให้แห้งในที่ร่ม แล้วขยี้ให้เป็นผงหยาบ การนำกัญชามาใช้จึงมีหลายรูปแบบทั้งในรูปแบบที่เป็นคุณและโทษ เนื่องจากกัญชานั้นทำให้ผู้ที่บริโภคเข้าสู่ร่างกายแล้วมีอาการหลายๆอย่างตามกันมาในหลายลักษณะ มนุษย์ได้ให้คำจำกัดความของกัญชา ว่าเป็นยาเสพติด ยาเสพติดเป็นสิ่งที่ผิดกฏหมายไม่ว่าจะในประเทศใดก็ตามที กัญชาเองเป็นยาเสพติดที่ทำให้ผู้ที่เสพเข้าสู่ร่างกายนั้นมีอาการที่แสดงออกมาหลายๆอาการไม่ว่าจะเป็นอาการทางสมองที่แสดงออกมาในลักษณะที่ หลอนประสาท กดประสาท รวมถึงกระตุ้นประสาท และผลที่มีต่อร่างกาย จิตใจที่เรามักพบเห็นสำหรับผู้ที่เสพยาเสพติดโดยทั่วไป ดังนั้นแล้วถือได้ว่ากัญชาแม้จะเป็นยาเสพติดที่ผิดกฏหมายแต่ก็ไม่ใช่ว่ามันจะให้เพียงโทษที่เป็นอันตรายต่อร่างกาย กัญชายังมีทั้งประโยชน์และโทษควบคู่กันไปดังนี้

ประโยชน์ที่ได้รับจากกัญชา
1. ในทางการแพทย์ใช้กัญชาเป็นยารักษาหรือ บรรเทาอาการของโรค ในรัฐแคลิฟอรเนียของสหรัฐอเมริกา มี พรบ.ที่เกี่ยวกับการใช้กัญชารักษาผู้ป่วยที่บัญญัติใช้ ในปี ค.ศ. 1996 ระบุให้สิทธิ์หมอผู้รักษาผู้ป่วยนั้นมีอำนาจเด็ดขาดสามารถตัดสินใจที่จะใช้กัญชาเพื่อรักษาผู้ป่วยเพื่อบรรเทาอาการเจ็บปวดจากความไม่สบายกายจากโรคร้าย ไม่ว่าจะเป็น เอดส์ มะเร็ง(Borden, 2007) รวมถึงการนำยามาใช้รักษาทหารที่บาดเจ็บจากการทำสงครามในประเทศอิรัก การรักษาแบบนี้เรียก Post-traumatic Stress Disorder (PTSD) ซึ่งการรักษาในลักษณะนี้ ยานั้นมีฤทธิ์ทำให้เกิดอาการง่วงหรือเกือบหมดสติ โดยยาจะช่วยให้ผู้ป่วยนอนหลับปกติไม่ทำลายอาการนอนหลับให้เกิดขึ้นกลางครรภ์ การรักษานี้ผู้ป่วยต้องมี ID Card ที่จะใช้ระบุตัวตนของผู้ป่วยเพื่อซื้อยามารักษาตัวเองได้ในระหว่างการปฏิบัติการของทหารสหรัฐอเมริกาในสงครามอิรัก (Buzzell, 2007) ดังนั้นแล้วในแคลิฟอรเนียเองกัญชาจึงแพร่หลายไปทั้งเมืองรวมถึงเมืองเล็กๆรอบๆมีการปลูกกัญชาเป็นพืชเศรษฐกิจจำนวนมาก ดังนั้นการขายกัญชาเพื่อใช้ในจุดประสงค์ในการรักษาโรคตามร้านขายยาจึงเป็นสิ่งที่ถูกต้องตามกฎหมายและเพื่อไม่ให้กัญชาถูกใช้ไปในทางที่ผิดแคลิฟอรเนียเองจึงใช้มาตราการทางภาษีเข้าควบคุมร้านขายยาที่มีการขายยาที่สกัดจากกัญชา(Tesoriero, 2007) ส่วนในยุโรปนั้นมีอุตสาหกรรมการสกัดกัญชาเป็นยาเพื่อรักษาผู้ป่วยที่เป็นโรคเบาหวาน โรคหลอดเลือดหัวใจตีบ เอดส์ มะเร็ง รวมถึงโรคที่มีอาการเจ็บป่วยแบบเรื้อรังต่างๆ เช่น การรักษาโรคมะเร็งยาที่ผลิตจากกัญชาจะนำมาใช้ระงับการอาเจียนที่เกิดขึ้นในคนที่เป็นโรคมะเร็งที่ต้องได้รับการรักษาโดยวิธีเคมีบำบัด (chemotherapy) การรักษาโรคมะเร็งโดยวิธีทางเคมีนี้ผู้ป่วยจึงมักมีอาการข้างเคียง คือ ติดยาที่ใช้ในการรักษาดังนั้นแล้วเพื่อลดความอยากหรือต้องการยาที่สกัดจากกัญชาแล้วนั้นผู้ป่วยส่วนมากมักจะสูบบุหรี่ผสมกัญชาเพื่อช่วยบรรเทาอาการอยากยาหรืออาเจียนภายใต้การรักษา(Anderson, 2004) การติดตามผลการรักษาหลังการใช้ยาที่ผลิตจากกัญชารักษาโรคเหล่านี้นั้นจากผลการศึกษาพบว่าผู้ป่วยที่ได้รับยาในปริมาณที่ไม่มากนั้นจะสามารถควบคุมตัวเองได้ หรือกล่าวได้ว่ามีสภาพร่างกายปกติไม่มีอาการค้างเคียงของการได้รับยาที่ใช้ในการรักษา ส่วนผู้ที่ได้รับยาในปริมาณที่มากมักจะมีอาการกระวนกระวาย กังวลใจ หดหู่ เกิดอาการบกพร่องทางสติปัญญา รวมถึงมีอาการเหมือนคนถอนยา หรือ ออกยาทั่วไป (Twohig, Zvolensky, & Kilmer, 2007)
2. ในอุตสาหกรรมการทำอาหารนิยมนำกะหรี่กัญชามาผสมอาหารหรือใช้ในอุตสาหกรรมอาหารเพื่อเพิ่มรสชาติให้กับอาหารที่ต้องการปรับปรุงรสให้มีความอร่อยขึ้นทำให้ผู้บริโภคติดใจในรสชาติ ตัวอย่างเช่น ในรัฐ Illinois ของสหรัฐอเมริกา ที่ใช้กัญชาเป็นส่วนผสมในอุตสาหกรรมอาหารซึ่งนับว่าเป็นที่นิยมอย่างมาก รวมกระทั่งธุรกิจร้านอาหารเล็กๆก็นิยมนำมาใช้ในการปรุงรสชาติอาหารเช่นกัน ประชากรของรัฐ Illinois เองมีความเชื่อมั่นและชื่นชอบ พอใจในการนำกัญชามาผสมในอาหารในระดับหนึ่ง เนื่องจากหากไม่ใช้กัญชาในปริมาณมากเกินไปผู้บริโภคก็จะไม่ได้รับอันตรายจากการใช้กัญชาเป็นส่วนผสมในอาหารนั่นเอง (Miller, 1997) หรือแม้กระทั่งในเมืองไทยเองก็ตามทีเรามักจะได้ยินเป็นประจำว่ามักมีกัญชาผสมในอาหารที่ขายอยู่ตามร้านอาหารที่มีชื่อเสียงเพื่อเพิ่มรสชาดความอร่อยของอาหารที่ต้องการบริโภค
3. ใช้สกัดเป็นยารักษาโรคอ้วนหรือยาลดความอ้วน ในยุโรปและแคนาดามีการนำกัญชามาผลิตเป็นยาลดความอ้วนตัวใหม่ที่มีชื่อว่า Rimonabant ยานี้เป็นยาที่ช่วยให้ผู้ที่ทานลดความอยากอาหารลง ระดับน้ำตาลในเส้นเลือดลดลง และยังรวมถึงการลดลงของระดับคลอเรสตอรอล นอกจากนี้แล้วยังมีการใช้ยานี้รักษาผู้ป่วยที่เป็นโรคเบาหวานและโรคหลอดเลือดหัวใจ (Downton, 2007)
4. ช่วยรักษาโรค Glaucoma หรือ โรคต้อหิน การรักษานั้นผู้ป่วยจำต้องได้รับยาเพื่อช่วยลดความดันในนัยน์ตาซึ่งจะช่วยป้องกันไม่ให้เกิดอาการตาบอดเนื่องจากโรคต้อหิน (Breen, 2004)

โทษที่ได้รับจากกัญชา
หลายคนมักคิดว่า การเสพกัญชานั้นมีโทษไม่ร้ายแรงนักเมื่อเทียบกับยาเสพติดชนิดอื่นๆที่มีในท้องตลาด แต่จากการศึกษาวิจัย พบว่า กัญชาเป็นยาเสพติดอีกชนิดหนึ่ง ที่มีอันตรายร้ายแรงต่อสุขภาพมากเช่นกัน อาทิเช่น
1. สารที่สำคัญที่สุดที่มีฤทธิ์ต่อสมองและทำให้ร่างกาย อารมณ์และจิตใจเปลี่ยนแปลงไป คือ เตตราไฮโดรแคนนาบินอล (Tetrahydro Cannabinol) หรือ THC (Cotts, 1999) ที่มีอยู่มากในส่วนของยอดช่อดอกกัญชา สาร THC นี้ ในเบื้องต้นจะออกฤทธิ์กระตุ้นประสาท ทำให้ผู้เสพตื่นเต้น ช่างพูด และหัวเราะตลอดเวลา หากเสพเข้าไปในปริมาณมากๆ ความคิดสับสน ควบคุมตนเองไม่ได้จะหลอนประสาททำให้เห็นภาพลวงตา จากการศึกษาและการทดลองในกัญชานั้นถือว่ากัญชา เป็นยาเสพติดให้โทษที่ออกฤทธิ์หลายอย่างต่อระบบประสาทส่วนกลาง คือ ทั้งกระตุ้นประสาท กดประสาท และหลอนประสาท มีอาการเสพติดทางจิตใจทำให้ระบบประสาทนั้นมีประสิทธิภาพน้อยลง
2. มีอาการความดันเลือดสูง อัตราการเต้นของหัวใจสูงขึ้น ทำให้อุณหภูมิในร่างกายลดต่ำ มือเท้าเย็น และกัญชามีส่วนทำให้เปลี่ยนระดับน้ำตาลในเส้นเลือดด้วย
3. มีอาการทางความคิดสับสน การตัดสินใจและสมาธิเสีย อารมณ์ซึมเศร้าคุมสติไม่อยู่ เกิดอาการเป็นโรคจิตขึ้นได้ อาการต่างๆเหล่านี้ อาจจะมีอยู่เป็นเวลาหลายชั่วโมง หรือหลายสัปดาห์ก็ได้ ดังนั้น ผู้เสพกัญชาเป็นประจำมักหลีกเลี่ยงอาการเสื่อมทางจิตไม่พ้น จนกลายเป็นโรคจิตในที่สุด (Green, 2007)
4. ทำลายสุขภาพจิต ฤทธิ์ของกัญชาจะทำให้ผู้เสพมีอาการเลื่อนลอย ฝันเฟื่อง ความคิดสับสนและมีอาการประสาทหลอนจนควบคุมตนเองไม่ได้ ซึ่งถ้าเสพเป็นระยะเวลานานจะทำให้มีอาการจิตเสื่อม (Palmgreen, 2007)
5.ก่อให้เกิดอาชญากรรมขึ้นได้ ไม่ว่าจะในกรณีที่ผู้เสพๆยาแล้วมีอาการมึนเมา ควบคุมอารมณ์ตนเองไม่ได้ อาการประสาทหลอน(“: Marijuana: Home-grown,” 2007) หรือ นอกจากผลร้ายที่เกิดกับผู้อื่นแล้วเมื่อผู้เสพต้อง การขับรถขณะเมากัญชายังก่อให้เกิดอันตรายได้มาก เพราะฤทธิ์ของกัญชาจะทำให้เสียสมาธิ ทำให้การตัดสินใจผิดพลาด การตอบสนองช้าลง การรับรู้ทางสายตาบิดเบือน ความสามารถในการมองเห็นส่งเคลื่อนที่ด้อยลง จึงเป็นอันตรายอย่างยิ่งต่อผู้ขับรถยนต์ หรือแม้แต่ขณะที่มีความจำเป็นต้องเดินบนท้องถนนก็ตาม
6. อาการทางกายที่แสดงให้เห็นชัดเจน คือ ตาแดง เหงื่อออกมาก และกัญชาทำให้เพิ่มการขับน้ำในร่างกายผู้เสพ ซึ่งทำให้ผู้เสพกัญชาหิวน้ำและต้องการของหวานๆมาก ทำให้กินอาหารจุ มือสั่น เท้าสั่น เวียนศรีษะอย่างแรง หูอื้อ มักอยู่ไม่สุข พูดพล่าม หัวเราะลั่น เอะอะ หรือแสดงตลกต่างๆ ตื่นเต้นกระสับกระส่าย หายใจไม่สะดวก ขาดการควบคุมตนเอง ซึ่งมีอันตรายอย่างยิ่งถ้าผู้เสพกัญชาขับรถยนต์หรือเดินในท้องถนน
ถือได้ว่ากัญชาเป็นอันตรายทำให้ระบบประสาทนั้นเสียการที่จะรับการเรียนรู้ ที่สำคัญยังต้องเสียเงินที่ต้องซื้อหามาเสพ และกัญชายังสามารถทำลายร่างกาย จิตใจ รวมถึงจิตวิญญาณของผู้บริโภคให้ทรุดโทรมลงไปหากผู้บริโภคบริโภคกัญชาในปริมาณที่ไม่เหมาะสมแล้วจะทำให้ตายได้ในที่สุด(Duke, 2001)
ที่กล่าวมาข้างต้นจะเห็นได้ว่ากัญชาเป็นพืชที่มีทั้งคุณประโยชน์อนันต์โดยฉพาะในทางการแพทย์ รวมถึงโทษของกัญชามักจะมหันต์เช่นกันเมื่อเทียบกับประโยชน์ที่ได้รับ ทั้งนี้ทั้งนั้นเราจะได้รับประโยชน์จากกัญชามากน้อยแค่ไหนนั้นขึ้นอยู่กับเจตนารมณ์ของผู้ที่ต้องการใช้ โดยรวมแล้วนั้นกัญชาก็มีประโยชน์มากมายในทางการแพทย์ด้วยเช่นกันที่ได้ช่วยเหลือชีวิตมนุษย์ให้รอดพ้นจากอาการของโรคต่างๆ อย่างเด่นชัด โดยเฉพาะอย่างยิ่งแล้วในทางการแพทย์ วงการของแพทย์นิยมนำกัญชามาสกัดเป็นยาที่ บรรเทาอาการเจ็บปวดของผู้ป่วยจากโรคต่างๆที่เราได้ทราบกันดีแล้ว ไม่ว่าจะเป็น มะเร็ง เอดส์ โรคเจ็บป่วยเรื้อรัง แล้วรวมไปถึงใช้รักษาผู้ป่วยที่เป็นโรคอ้วน เบาหวาน หลอดเลือดหัวใจ ฉะนั้นแล้ว การปลูก การจำหน่ายกัญชานั้นควรที่มีการควบคุมภายใต้มาตราการที่เข้มงวด ไม่ว่าจะเป็นการปลูกควรที่จะสนับสนุนให้อยู่ในขอบเขตควบคุมที่จำกัดของเจ้าหน้าที่รัฐที่รับผิดชอบเหมือนอย่างกรณีของสหรัฐอเมริกาที่ใช้มาตราการภาษี เข้าควบคุม รวมถึงการให้มี ID Card สำหรับผู้ที่จำเป็นที่ต้องใช้ในการรักษาตัว และเมื่อเข้าสู่กระบวนการนำมาสกัดเป็นตัวยา แล้วนำไปปล่อยสู่ท้องตลาด ผู้เกี่ยวข้องควรที่จะระบุจุดที่สามารถซื้อ ขายผู้ที่มีสิทธิ์ซื้อขาย ปริมาณที่จำหนาย ฯลฯ ทุกอย่างที่สามารถป้องกันไม่ให้กัญชาแพร่เข้าสู่กลุ่มคนที่ไม่เกี่ยวข้องที่ต้องใช้กัญชา ดังนั้นแล้วกัญชาที่ทุกภาคส่วนบริโภคอยู่ ณ ขนาดนี้นั้นควรที่จะมีกฏหมายรองรับมาตราการในการใช้เป็นภาคส่วนไป ไม่ควรที่จะเหมารวม ระบุหรือเจาะจงลงไปว่าผลิตภัณฑ์ที่สกัดจากกัญชานั้นเป็นผลิตภัณฑ์ที่ผิดกฏหมายเสียทีเดียว หากผู้บริโภคเลือกใช้กัญชาในทางที่เป็นประโยชน์แล้วนั้นผู้บริโภคย่อมได้รับประโยชน์จากกัญชาด้วยเช่นกัน

REFERENCES :

Anderson, G. M. (2004). : Of Many Things. : America v. 190 no. 20 (June 21-28 2004) p. 2(SN: 0002-7049).
Borden, M. (2007). : High Times. : Los Angeles Magazine v. 52 no. 4 (April 2007) p. 144-9, 234-5(SN: 1522-9149).
Breen, B. (2004). : The Cannabis Conundrum. : Fast Company no. 79 (February 2004) p. 82-7(SN: 1085-9241).
Buzzell, C. (2007). : Life After Wartime. : Esquire v. 148 no. 4 (October 2007) p. 158, 160, 162, 164, 166, 168(SN: 0194-9535).
Cotts, C. (1999). : Marijuana made easy. : The Nation v. 269 no. 8 (September 20 1999) p. 44+(SN: 0027-8378).
Downton, D. R. (2007). : Marijuana and the Munchies. : Maclean’s v. 120 no. 37 (September 24 2007) p. 51(SN: 0024-9262).
Duke, S. (2001). : End the drug war. : Social Research v. 68 no. 3 (Fall 2001) p. 875-80(SN: 0037-783X).
Green, B. K. D. J. Y. R. M. (2007). : Predictors of cannabis use in men with and without psychosis. : Addictive Behaviors v. 32 no. 12 (December 2007) p. 2879-87(SN: 0306-4603).
: Marijuana: Home-grown. (2007). : The Economist v. 385 (October 20 2007) p. 44, 46(SN: 0013-0613).
Miller, C. (1997). : Hemp is latest buzzword: food and fashion industries try out some weed. : Marketing News v. 31 (March 17 1997) p. 1+(SN: 0025-3790).
Palmgreen, P. L. E. P. S. M. T. (2007). : Effects of the Office of National Drug Control Policy’s Marijuana Initiative Campaign on High-Sensation-Seeking Adolescents. : American Journal of Public Health v. 97 no. 9 (September 2007) p. 1644-9(SN: 0090-0036).
Tesoriero, H. W. (2007). : Backlash Endangers California Pot Dispensaries. : Wall Street Journal (Eastern Edition) (December 20 2007) p. B1-2(SN: 0099-9660).
Twohig, M. P. S. D. H. S. C., Zvolensky, M. J. V. A. A. B. A. B.-M. M. O. M. E. C. L. T. M., & Kilmer, J. R. H. S. B. L. C. M. N. C. (2007). : A Preliminary Investigation of Acceptance and Commitment Therapy as a Treatment for Marijuana Dependence in Adults
: Marijuana use motives: A confirmatory test and evaluation among young adult marijuana users
: Marijuana use, risk perception, and consequences: Is perceived risk congruent with reality? : Journal of Applied Behavior Analysis v. 40 no. 4 (Winter 2007) p. 619-32(SN: 0021-8855).

ขอขอบคุณข้อมูลภาพจากแพทยสภา